ข่าวประชาสัมพันธ์ » พรรคคอมมิวนิสต์จีนในสายตา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน

พรรคคอมมิวนิสต์จีนในสายตา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน

13 กันยายน 2022
28   0

พรรคคอมมิวนิสต์จีนในสายตา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน 
ในปี 2021 ที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน (The Communist Party of China : CPC) ได้เฉลิมฉลองครบ 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้น ในปีนี้ ปี 2022 จึงถือเป็นปีแรกของการก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 เป็นปีที่ 101 ซึ่งต้องถือว่าการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถก่อตั้งและเติบโตอย่างยั่งยืนมาได้อย่างยาวนาน และสามารถที่จะประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่พัฒนาประเทศ จนได้รับการยอมรับจากประชาชนจีนมาเป็นเวลาถึง 101 ปีเช่นนี้ ไม่เพียงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา แต่ยังนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าศึกษา เรียนรู้ และทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง

@ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกับบทบาทการสร้างความก้าวหน้าของชาติเพื่อประชาชน

พรรคคอมมิวนิสต์จีน ก่อตั้งขึ้นในช่วงที่ประเทศจีนยังเป็นสังคมเกษตร มีปัญหาความขัดแย้ง จนทำให้ขณะนั้นถือเป็นประเทศยากจนและล้าหลัง จนชาวนาต้องลุกขึ้นต่อสู้ แต่ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ดำเนินนโยบาย และลงมือปฏิบัติ พัฒนาปรับปรุงประเทศชาติในทุกๆด้าน จนในวันนี้ไม่เพียงสามารถฝ่าฝันวิกฤติต่าง ๆได้เป็นอย่างดี แต่ยังสามารถผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจอันดับต้นๆของโลกไปแล้วด้วย


ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ชัดเจนว่าเป็นผลมาจากการมุ่งมั่นสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศจีน โดยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่ในยุคแรกที่มี เหมา เจ๋อตง เป็นผู้นำพรรคจากการลุกขึ้นสู้ของชาวนา และสร้างหลักพื้นฐานความคิดให้กับพรรค ราว 40 ปี คือในช่วงเวลาระหว่าง 1940-1979 ซึ่งแนวคิดคือการพัฒนาสังคมเกษตร ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมโดยมีการรับแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ถือเป็นยุคของการมุ่งพัฒนาประเทศให้เติบโตเป็นหลัก

ในยุคของผู้นำพรรคคนต่อมา คือ เติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งถือเป็นยุคของการสานต่อ โดยสร้างพรรคให้มีบทบาทชี้นำทางความคิด ภายใต้แนวทางและหลักการของพรรค ซึ่งก็ใช้ระยะเวลาราว 40 ปี เช่นกัน คือในช่วง 1980-2010 ความต่อเนื่องทางนโยบายและแนวคิดที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยการก้าวเดินไปสู่การเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมหนักที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศจีนภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นอย่างมากมาย จนทำให้ถูกกล่าวขานว่าประเทศจีนไม่ได้เป็นมังกรหลับอีกต่อไปแล้ว


โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดของเติ้ง เสี่ยวผิง ในการกำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีบทบาทในการขับเคลื่อนโดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชนบทอย่างต่อเนื่อง และด้วยความที่ต้องการเห็นความเข้มแข็งของประเทศจีนในลักษณะของการรวมพลังประชาชนทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงเป็นที่มาของแนวคิดและนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน บนหลักการ “1 ประเทศ 2 ระบบ” ที่โด่งดัง โดยมีเป้าหมายในการรวมความเข้มแข็งของเกาะฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน สู่ความเป็นจีนเดียวที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์

โดยใช้หลักปฏิบัติ 2 ระบบ เป็นเครื่องมือในการประสานความปรองดองเพื่อลดข้อแตกต่างระหว่างระบบสังคมนิยมของแผ่นดินใหญ่ กับระบบทุนนิยมของฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ซึ่งเมื่อสำเร็จตามเป้าหมาย จีนจะไม่เพียงเป็นชาติเดียวอย่างสมบูรณ์ แต่จะถือเป็นประเทศมหาอำนาจที่มั่นคงอีกด้วย

ซึ่งในยุคที่ 3 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มี สี จิ้นผิง เข้ามาสานต่อภารกิจจนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าแนวความคิดของสี จิ้นผิง ยังคงเป็นการสืบทอดความคิด และยึดแนวทางหลักการของ 2 ผู้นำจีนก่อนหน้า จึงเป็นการประสานรวมความคิดของทั้ง เหมา เจ๋อตง และ เติ้ง เสี่ยวผิง มาร่วมกับความคิดยุคใหม่ของ สี จิ้นผิง ในการขับเคลื่อนพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสร้างความก้าวหน้าของประเทศเพื่อประชาชนจีน

ความต่อเนื่องในการสืบทอดแนวความคิดของ 3 ยุคผู้นำพรรคในลักษณะนี้เอง ได้ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีบทบาทและความสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาประเทศชาติได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนทำให้ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับหลายๆประเทศ ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองเกิดขึ้น หรือเกิดการขัดแย้งในทางการเมือง การพัฒนาประเทศก็จะได้รับผลกระทบ และสุดท้ายก็คือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดแข็งในการสานต่อแนวคิดและหลักการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงเป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆควรสนใจศึกษาเปรียบเทียบ เพราะเมื่อแนวคิดและหลักการต่อเนื่องไม่สะดุด การพัฒนาประเทศก็ต่อเนื่องและเติบโตได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ที่สื่อมวลชนทั่วโลกต่างยอมรับว่า ประเทศจีนมีพัฒนาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในปัจจุบัน

@ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกับบทบาทด้านการจัดการโรคโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ

จากบทบาทพรรคคอมมิวนิสต์ในยุคเหมา เจ๋อตง ที่มุ่งพัฒนาสังคมเกษตรกร มาสู่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ยกระดับประเทศไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม จนมาถึงยุคความคิดของสี จิ้นผิง ที่ขยับก้าวสู่สังคมยุคไฮเทค มีการทุ่มเททรัพยากรทางด้านวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มที่ ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักกับทุกประเทศทั่วโลก ทำให้ภาพบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการรับมือกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเป็นประเทศแรกในการเร่งผลิตวัคซีนออกมาช่วยประชาชนจีนเอง และเผื่อแผ่ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้จีนได้รับชื่อเสียงในเรื่องของวัคซีนซิโนแวคเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวในแง่ของการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างจริงจัง มีการดำเนินการล็อกดาวน์เมืองที่ตรวจพบอย่างรวดเร็ว มีการคุมเข้มการเดินทางเข้าออกระเทศจีนอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการแพร่ระบาดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแนวทางในการเข้มงวดในการคุมการแพร่ระบาดโควิด-19ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้รับการยอมรับและเห็นด้วยจากประชาชนจีนส่วนใหญ่ จึงทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ค่อนข้างรวดเร็ว

จึงเป็นภาพสะท้อนที่น่าสนใจว่า หากการดำเนินการของรัฐบาล ของพรรคการเมืองรัฐบาล ได้รับการสนับสนุน สามารถทำให้ประชาชนเชื่อใจ ไว้วางใจได้ ย่อมได้รับการตอบรับในเชิงบวก ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆให้ลุล่วงได้เป็นอย่างดี ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

@ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกับบทบาทที่เน้นปฏิบัตินิยม

ในการก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจได้อย่างภาคภูมิของจีน ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะความต่อเนื่องกันในการพัฒนาประเทศได้นานถึง 101 ปี ซึ่งไม่ได้เป็นการสานต่อเฉพาะแค่แนวความคิด หรือนโยบายที่ต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังเป็นการสานต่อในการปฏิบัติด้วย

ในหลายๆประเทศ การพัฒนาประเทศที่หยุดชะงักก็เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พรรคที่เข้ามาใหม่มีทั้งการรื้องาน เลิกแนวทางของพรรครัฐบาลเก่า เพื่อหวังสร้างผลงานของตนเอง แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา พรรคเก่าหรือพรรคอื่นเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะรื้องานหรือหยุดยั้งงานของรัฐบาลก่อนหน้าอีก กลายเป็นวงจรหายนะที่ทำให้ประเทศไม่พัฒนาต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น

ซึ่งในเรื่องนี้จะแตกต่างจากประเทศจีน ที่พรรคคอมมิวนิสต์สามารถสานต่องานต่างๆได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด ตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด คือแนวปฏิบัติในการยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่ตลอดมาจนถึงวันนี้ สี จิ้นผิง ก็ยังสานต่อแนวทางปฏิบัตินี้ เห็นได้จากผลงานการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่เมื่อปีที่ผ่านมาจีนได้ประกาศชัยชนะให้ทั่วโลกได้รับรู้

จีนได้ให้ความสำคัญกับการลดความยากจนอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 1949 แล้ว มีการปฏิรูปและกำหนดแนวยุทธศาสตร์ในการลดความยากจนไว้ 5 ประการ คือ การพัฒนาอุตสาหกรรม การโยกย้ายถิ่นฐาน การชดเชยด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการศึกษา และสร้างความมั่นคงทางสังคม

และไม่ได้เพียงแค่กำหนดยุทธศาสตร์หรือนโยบายเท่านั้น แต่มีการปฏิบัติในทุกส่วนงานของรัฐอย่างจริงจัง จนเกิดผลสัมฤทธิ์ทำให้ประชาชนเห็นผลงาน ทำให้ประเทศจีนแก้ไขปัญหายากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้จริง จึงยิ่งทำให้ประชาชนเกิดศรัทธาและเชื่อมั่นในพรรคคอมมิวนิสต์มากยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ก็จะย้อนกลับมาที่พรรคเองที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน สามารถสร้างผลงานในทางปฏิบัติได้นั่นเอง


กล่าวโดยสรุปคงต้องยกประโยคที่โด่งดังของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ว่า 不管白猫黑猫,会抓老鼠就是好猫 “ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี” มาเปรียบภาพให้เห็นชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นการปกครองในระบบใด ขอเพียงปฏิบัติได้จริงเพื่อประชาชน ทำเพื่อประเทศชาติ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด

โดย ภูวนารถ ณ สงขลา
นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน