รถไฟชานเมือง
ถึงเวลา…เอกชน!

คุยไปเรื่อย งวดนี้ ไม่มีถุย!
แต่จะยังคงพามิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน ได้ตระหนักคิดเรื่องการเดินทางด้วยรถไฟ เพราะล่าสุดการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เปิดทดลองเดินรถไฟ ที่ได้รับบริจาคมาจากญี่ปุ่นในรุ่น “KIHA 40 และ KIHA 48” ซึ่งเป็นการวิ่ง
เสมือนให้บริการจริง เป็นขบวนรถโดยสารชานเมือง หรือเรียกว่าFeeder ระหว่างดอนเมือง-อยุธยา-ดอนเมือง
นัยว่าได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควร กระนั้นก็ไม่แน่ใจว่า ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการ เป็นการทดลองเดินทางจริงหรือแค่ต้องการทดลองนั่งรถไฟญี่ปุ่น ในอารมณ์เพื่อการท่องเที่ยวอะไรทำนองนั้น

อย่างไรก็ตามหลังจากที่เคลื่อนขบวนไปกลับวันละ 6 เที่ยว เสียงสะท้อนออกมาว่า ไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะ 2 คำถามใหญ่ๆ
ทำไมวิ่งแค่ดอนเมือง และวิ่งเฉพาะวันเวลาราชการ ?
รฟท.คิดลึกลับถึงเป้าประสงค์อะไร
มากมายเลยเถิดไปถึงไหน ?
ถ้าจะเป็น Feeder มันต้องทำหน้าที่ขนส่งผู้คนจากชุมชนที่ย่านปริฆณฑล เข้าสู่ระบบขนส่งหลัก เพื่อเข้าสู่กลางเมืองอย่างสะดวก สบาย สมบูรณ์แบบ ควบคุมเวลาการเดินทางได้ ไม่ต้องเดินหน้าเครียดวิ่งหน้าตั้งลุ้นตอกบัตรเข้าทำงานให้ทันเวลาทุกวัน สบายๆ ชิลล์ๆ ไม่ต้องเจอแดดเจอฝุ่น มีเวลาช็อปปิ้ง ของกินของใช้ในมอลล์ของสถานี
ไม่เข้าใจจริงๆ ขบวนนี้ทำไม ไม่วิ่งถึงสถานีกลางบางซื่อไปเลย
ปล่อยให้คิดมากอย่างนี้ เหมือนกับทำให้ชาวบ้านเกิดวาบความคิด ทำไม…ไม่เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการแทน เหมือนกับ ขสมก.ที่ให้เอกชนมาร่วมวิ่งรถเมล์ และเริ่มได้รับความนิยมด้วยรถเมล์ไฟฟ้าแอร์เย็นฉ่ำขึ้นลงสะดวก
แบะท่า! อย่างนี้มวลมิตรสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อย่าพึ่งชูป้ายคัดค้านเหมือนกับคัดค้านการเปิดให้เอกชนเข้าสัมปทานรถไฟฟ้าชานเมืองสีแดง เพราะมันคงละเรื่องกัน สายสีแดงน่าคัดน่าค้านน่าแหย่ขาสะกัด เพราะผลประโยชน์มันเยอะ เมามันอร่อยลิ้มรสในระดับหมื่นล้าน
Feeder ด้วยรถจักรเก่าที่ได้รับบริจาคมาวิ่งบนรางเก่าๆ ผลประโยชน์จึงไม่อยู่ในระดับพุงกาง มีกำไรนิดๆ หน่อยๆ จากการเข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น เพราะการบริหารจัดการคล่องตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
ถ้าใช้การรถไฟบริหารจัดการ เฉพาะตัวการรถไฟซึ่งทุกวันแบกต้นทุนสูงอยู่แล้ว แล้วจะหาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้อย่างไร
ภาษาธุรกิจเรียกว่า “ภาวะไม่ประหยัดต่อขนาด :Diseconomies of Scale”
เป็นแนวคิดที่ ขสมก.เริ่มทำให้เห็นดังที่กล่าวมาข้างต้น หรือจะดูระดับสากล ก็ต้องเป็นรถไฟญี่ปุ่น ซึ่งในอดีตมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจรถเหมือนการรถไฟไทย เรียกว่าการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น (JNR)
แต่ผลพวงจากการพัฒนาเมืองที่ต้องการแก้ไขความอัดของกรุงโตเกียว รัฐบาลญี่ปุ่นจึงวาง 3 กลยุทธหลักเพื่อแก้ไข พัฒนารถไฟท้องถิ่น ภาษีท้องถิ่น และหดเมือง
JNR จึงถูกแปรรูปออกมาเป็น 7 องค์กรตามลักษณะภูมิภาค เหนือ ใต้ ออก ตก เฉียงเหนือ เฉียงตก อะไรทำนองนั้น แล้วให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของภูมิภาคนั้นๆเป็นผู้ดูแล ส่วนสายเล็กสายน้อยแยกย่อยเชื่อมต่อในภูมิภาคนั้นๆ เปิดให้เอกชนเข้ามาสัมปทาน เรียกว่า Private Railways ซึ่งจะได้สิทธิพัฒนาพื้นที่รอบสถานีด้วย
มองย้อนมาไทย รถไฟ KIHA 40 และ KIHA 48 ซ่อมเสร็จนำมาใช้แล้ว 6 คัน ทำขบวนไปกลับดอนเมือง-อยุธยา ขบวนละ 3 คัน นัยว่าที่เหลืออีก 14 คันจะแล้วเสร็จในปลายปี 2569 อีก 6 คัน น่าจะเอามาวิ่งนครปฐม-สถานีกลางบางซื่อ และที่หลืออีก 8 คันและจะแล้วเสร็จในปีหน้า แบ่งวิ่งฉะเชิงเทรา –สถานีกลางบางซื่อ วิ่งกาญจนบุรี-สถานีกลางบางซื่อ
โครงข่ายเหล่านี้ทั้งหมด เหมาให้เอกชนสัมปทานก่อนดีไหม อย่างน้อยๆ ก็จะได้เรียนรู้ถูกผิดก่อนที่จะเปิดถ้วยชามใหญ่ “สัปทานสายสีแดง” ให้แย่งกินกัน
แหม! อย่าให้ชาวบ้านนิทาซ้ำซากซิ ว่ารัฐบาลนี้ชอบกินชามใหญ่ !


