จีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา ชี้แจงเหตุผลเลือกจังหวัดพะเยาเป็นที่ตั้งตลาดกลาง อ.ต.ก. ชี้ศักยภาพการเชื่อมโยงภาคเหนือตอนบน รองรับระบบรางและการค้าชายแดน

เมื่อเวลา 12.00 น.นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพะเยา ชี้แจงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างตลาดกลางองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จังหวัดพะเยา วงเงิน 168 ล้านบาท ว่า การเลือกจังหวัดพะเยาเป็นที่ตั้งโครงการไม่ได้เกิดจากเหตุผลทางการเมือง แต่เป็นการพิจารณาจากศักยภาพด้านโลจิสติกส์ การคมนาคม และการเชื่อมโยงพื้นที่การผลิตสินค้าเกษตรของภาคเหนือตอนบน เพื่อยกระดับระบบการค้าสินค้าเกษตรและสร้างประโยชน์แก่เกษตรกรในระยะยาว

นายจีรเดช กล่าวว่า จังหวัดพะเยามองจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์มีทำเลที่ตั้งอยู่ตรงกลางของภาคเหนือตอนบน มีศักยภาพและความเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนลงไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเชื่อมต่อจังหวัดสำคัญได้ในระยะทางที่เหมาะสม อาทิ เชียงรายประมาณ 90 กิโลเมตร ลำปางประมาณ 135 กิโลเมตร เชียงใหม่ประมาณ 145 กิโลเมตร แพร่ประมาณ 145 กิโลเมตร น่านประมาณ 150 กิโลเมตร และ จึงเอื้อต่อการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่โดยรอบเข้าสู่ตลาดกลาง ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

นอกจากนี้ จังหวัดพะเยายังมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานจากโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งมีแนวเส้นทางผ่านจังหวัดพะเยา การจัดตั้งตลาดกลางในพื้นที่จึงเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับระบบขนส่งทางรางในอนาคต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตร ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ จังหวัดพะเยายังสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางเศรษฐกิจ R3A ผ่านจังหวัดเชียงรายและด่านเชียงของ ซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่งผลให้ตลาดกลางแห่งนี้มีศักยภาพในการเป็นศูนย์รวบรวม คัดแยก และกระจายสินค้าเกษตร เพื่อรองรับทั้งตลาดภายในประเทศและการส่งออกในอนาคต

นายจีรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดพะเยาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญ มีการผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด อีกทั้งยังสามารถรวบรวมผลผลิตจากจังหวัดใกล้เคียงเข้าสู่ตลาดกลางได้ จึงมีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านการค้าสินค้าเกษตรของภาคเหนือตอนบน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต ลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ ตลาดกลาง อ.ต.ก. ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับตลาดค้าส่งเอกชน แต่มีบทบาทเป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตจากแหล่งผลิต คัดแยก บรรจุ รักษาคุณภาพสินค้า และเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ประกอบการ โรงงานแปรรูป และผู้ส่งออก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรไทย
นายจีรเดช ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรควรมองในระยะยาว ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลตอบแทนของหน่วยงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตร การเชื่อมโยงการค้าชายแดน และการรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศในอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม


