เปิดโปง ใต้เงาขยะอุตสาหกรรม เมื่อผู้ตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบ เรียกร้อง กมธ.จากพรรคประชาชน ตรวจสอบตนเองโปร่งใสหรือไม่

บก.

เปิดโปง ใต้เงาขยะอุตสาหกรรม เมื่อผู้ตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบ เรียกร้อง กมธ.จากพรรคประชาชน ตรวจสอบตนเองโปร่งใสหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางกระแสสังคมที่เริ่มตื่นตัวกับปัญหากากอุตสาหกรรม น้ำเสีย และการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายในหลายพื้นที่ คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “บริษัทใดทำผิด” หรือ “โรงงานใดต้องถูกตรวจสอบ” แต่ยังรวมถึงคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า กระบวนการตรวจสอบของประเทศมีความโปร่งใส เป็นกลาง และตรวจสอบครบทั้งระบบหรือไม่

โดยเฉพาะเมื่อประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับเข้าสู่พื้นที่การเมือง เวทีกรรมาธิการ สื่อออนไลน์ และการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม การตรวจสอบผู้ประกอบการจึงไม่ควรถูกมองเพียงด้านเดียว เพราะผู้ที่มีบทบาทตรวจสอบ ตั้งคำถาม หรือขยายประเด็นต่อสาธารณะ ก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานความโปร่งใสเช่นเดียวกัน

ชื่อของ ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถูกจับตาในช่วงที่ผ่านมา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีบทบาทเชิงรุกในการลงพื้นที่ ตรวจสอบ และผลักดันประเด็นเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม

ด้านหนึ่ง ประสบการณ์ในฐานะวิศวกรสิ่งแวดล้อมและผู้เคยทำงานในอุตสาหกรรมจัดการของเสีย ย่อมทำให้การตั้งคำถามด้านเทคนิคมีน้ำหนัก แต่อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนบทบาทจากผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมาเป็นผู้ตรวจสอบอุตสาหกรรม ก็ทำให้เกิดคำถามในเชิงธรรมาภิบาลว่า มีการเปิดเผยความเกี่ยวข้องเดิมและบริหารความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่

เพราะอุตสาหกรรมจัดการกากของเสียเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูง มีการแข่งขัน และเกี่ยวข้องกับใบอนุญาต พื้นที่ดำเนินการ ปริมาณรองรับของเสีย ระบบบำบัด และเครือข่ายโรงงานต้นทางจำนวนมาก

ประเด็นที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คือข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งระบุว่า คู่สมรสของ ดร.พูนศักดิ์ดำรงตำแหน่ง วิศวกรสิ่งแวดล้อมอาวุโส บริษัท Waste Management Siam ซึ่งอยู่ในธุรกิจจัดการของเสียและกากอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด และไม่ได้หมายความว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยอัตโนมัติ รวมถึงไม่ได้ทำให้การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของกรรมาธิการหมดความชอบธรรม

แต่ในทางธรรมาภิบาล ข้อมูลลักษณะนี้ควรถูกเปิดเผยและอธิบายต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะเมื่อผู้มีบทบาทตรวจสอบหรือให้ความเห็นต่อประเด็นกากอุตสาหกรรม มีคู่สมรสทำงานอยู่ในธุรกิจเดียวกัน สังคมย่อมมีสิทธิถามว่า มีมาตรการป้องกันข้อกังขาเรื่องความเป็นกลางอย่างไร

ความโปร่งใสไม่ได้เริ่มต้นเมื่อมีความผิดเกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่มีความเสี่ยงที่สังคมอาจตั้งคำถามได้

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมถูกเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเอกสาร EIA รายงานติดตามสิ่งแวดล้อม ผลตรวจน้ำ ผังระบบบำบัด ระบบรวบรวมน้ำชะกาก เส้นทางน้ำ และข้อมูลการดำเนินงานภายในพื้นที่

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ผู้ตรวจสอบ ผู้ให้ความเห็นทางเทคนิค และผู้ขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ ควรเปิดเผยความเชื่อมโยงหรือส่วนได้เสียที่อาจเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเดียวกันด้วยหรือไม่

เพราะความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้มของคำถามเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสของผู้ตั้งคำถามด้วย

หากบริษัทต้องพิสูจน์ระบบ ผู้ตรวจสอบก็ต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง หากผู้ประกอบการต้องเปิดเอกสาร ผู้มีบทบาทสาธารณะก็ควรเปิดเผยส่วนได้เสีย และหากสังคมต้องการความจริง มาตรฐานก็ควรถูกใช้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นกากอุตสาหกรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความกังวลของประชาชน และความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลของรัฐ เมื่อเกิดภาพน้ำดำ กลิ่นเหม็น หรือข้อสงสัยเรื่องบ่อฝังกลบ ภาพเหล่านี้ย่อมกระตุ้นอารมณ์สาธารณะได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อถูกขยายผ่านสื่อออนไลน์และเวทีการเมือง

แต่การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมไม่ควรจบลงที่ภาพจำ

การพบสารบางค่าในน้ำหรือตะกอน ไม่ได้ตอบครบว่าแหล่งกำเนิดมาจากจุดใด ภาพท่อไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าเป็นท่อปล่อยน้ำเสีย และการที่พื้นที่อยู่ต้นน้ำก็ไม่ได้แปลว่ามีการปล่อยมลพิษออกสู่ลำน้ำสาธารณะแล้ว

สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ เส้นทางน้ำ จุดเก็บตัวอย่าง เวลาเก็บตัวอย่าง ปริมาณฝน ทิศทางการไหล แหล่งกิจกรรมในลุ่มน้ำ และหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าน้ำเสียหรือสารปนเปื้อนมาจากแหล่งใดจริง

หากหลักฐานยังไม่ครบ แต่กระแสสังคมตัดสินไปก่อน สิ่งที่เสียหายอาจไม่ใช่เพียงชื่อเสียงของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบทั้งประเทศ

อีกด้านที่ไม่ควรมองข้าม คือผลกระทบต่อระบบจัดการกากอุตสาหกรรมโดยรวม เพราะกากอุตสาหกรรมไม่ได้หายไปเพียงเพราะผู้รับกำจัดที่ถูกกฎหมายถูกกดดัน หยุดชะงัก หรือเดินระบบได้จำกัด โรงงานต้นทางยังคงต้องส่งของเสียเข้าสู่ระบบกำจัดตามกฎหมายทุกวัน

หากระบบกำจัดที่ได้รับอนุญาตรองรับได้น้อยลง ผลกระทบจะเกิดเป็นลูกโซ่ ทั้งการรอคิวนานขึ้น ต้นทุนที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกช่องทางที่ถูกกว่าแต่ตรวจสอบได้น้อยกว่า

นี่คือจุดอันตรายของระบบ เพราะขณะที่ผู้ประกอบการในระบบมีใบอนุญาต มีสถานที่ตั้ง มีรายงาน มีหน่วยงานรัฐตรวจสอบ และมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ผู้เล่นนอกระบบกลับเคลื่อนตัวง่ายกว่า ถูกกว่า และหายตัวได้เร็วกว่า

ปัญหาทุนต่างชาติหรือทุนสีเทาที่เข้ามาเช่าพื้นที่ ใช้โกดังหรือโรงงานเป็นที่เก็บ ผลิต หรือทิ้งของเสีย แล้วทิ้งภาระมลพิษไว้ให้รัฐและชุมชน จึงเป็นสัญญาณว่า ปัญหากากอุตสาหกรรมไทยไม่ได้อยู่เฉพาะบริษัทในระบบเท่านั้น

หากสังคมมุ่งตรวจสอบเฉพาะผู้ประกอบการที่เห็นตัวชัด แต่ตรวจไม่ถึงเครือข่ายลักลอบทิ้ง โกดังเช่า โรงงานเถื่อน และเส้นทางของเสียที่หลุดจากระบบ สุดท้ายสิ่งแวดล้อมอาจไม่ได้ปลอดภัยขึ้น แต่อาจเพียงถูกผลักปัญหาไปอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนชูภาพการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืนข้างประชาชนมาโดยตลอด เมื่อเกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในอุตสาหกรรมขยะ พรรคจึงยิ่งควรตอบด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าปกติ

ไม่ใช่เพราะมีใครถูกตัดสินว่าผิด แต่เพราะความเชื่อมั่นทางการเมืองต้องยืนอยู่บนการเปิดเผย ไม่ใช่การปล่อยให้สังคมคาดเดา

คำถามที่ควรได้รับคำตอบอย่างชัดเจน คือ หากผู้ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการมีประวัติเคยทำงานในอุตสาหกรรมที่กำลังตรวจสอบ หรือมีคู่สมรสทำงานอยู่ในบริษัทจัดการของเสีย จะมีมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างไร

จะมีการเปิดเผย Conflict of Interest หรือ Potential Conflict of Interest อย่างเป็นทางการหรือไม่ จะมีการงดเว้นจากการพิจารณาบางกรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการหรือไม่ จะมีผู้เชี่ยวชาญอิสระจากหลายฝ่ายร่วมตรวจสอบหรือไม่ และจะเปิดเผยวิธีตรวจ จุดเก็บข้อมูล และหลักฐานต่อสาธารณะมากน้อยเพียงใด

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การลดทอนบทบาทตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบมีความแข็งแรงและน่าเชื่อถือมากขึ้น

วันนี้สังคมจึงไม่ควรถามเพียงว่า โรงงานใดควรถูกตรวจสอบ แต่ควรถามด้วยว่า ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และมีส่วนได้เสียอะไรที่ควรเปิดเผยหรือไม่

ไม่ควรถามเพียงว่าบริษัทใดอยู่ต้นน้ำ แต่ต้องถามว่า ตรวจครบทั้งลุ่มน้ำแล้วหรือยัง

ไม่ควรถามเพียงว่ามีบ่อขยะอยู่ตรงไหน แต่ต้องถามว่า กากอุตสาหกรรมทั้งระบบไหลไปทางไหน ใครรับ ใครขน ใครกำจัด และมีส่วนใดหลุดออกจากระบบหรือไม่

และไม่ควรถามเพียงว่าผู้ประกอบการในระบบถูกควบคุมเข้มเพียงพอหรือยัง แต่ต้องถามด้วยว่า ระบบเถื่อน ทุนสีเทา โกดังเช่า และการลักลอบทิ้ง ถูกตรวจสอบเข้มเท่ากันหรือไม่

เพราะหากตรวจสิ่งแวดล้อมโดยไม่ตรวจผลประโยชน์ หากตรวจบริษัทโดยไม่ตรวจสอบผู้ตรวจสอบ และหากตรวจเฉพาะจุดที่เป็นข่าวง่าย แต่ไม่ตรวจจุดที่ซ่อนอยู่ในระบบมืด ปัญหากากอุตสาหกรรมไทยก็อาจไม่ถูกแก้ที่ต้นตอ

ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่การปกป้องบริษัทใด และไม่ใช่การโจมตีบุคคลใด แต่เป็นคำถามต่อมาตรฐานของทั้งระบบว่า ประเทศไทยจะตรวจสอบอุตสาหกรรมขยะอย่างไรให้ เป็นธรรม โปร่งใส และไม่เปิดช่องให้ผลประโยชน์ใด ๆ ซ่อนอยู่ใต้ธงสิ่งแวดล้อม

เพราะในสนามที่ทุกฝ่ายพูดถึง “ความโปร่งใส” สิ่งที่ต้องโปร่งใสที่สุด อาจไม่ใช่เพียงผู้ถูกตรวจสอบ แต่รวมถึง ผู้ตรวจสอบเองด้วย

#กรรมาธิการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

You May Like

Subscribe US Now