‘ดร.ณัฏฐ์’ บี้อีกรอบ ส่งหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอศาลออกหมายจับ ‘สมชัย-เอก-ยิ่งชีพ ไอลอว์-รอน’ กับพวก 6 คน อ้างร่วมกันฉ้อโกงประชาชน-ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน หวั่นหลบหนี ก่อนลุย สน.บางโพ พรุ่งนี้ ตามคดีอีก

วันที่ 8 กันยายน 2569 มีรายงานว่า ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในฐานะผู้เสียหายและผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้ยื่นหนังสือต่อตัวแทน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามหนังสือเลขรับที่ 2632 ลงวันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.20 น. เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 คน

ประกอบด้วย นายสมชัย หรือชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 นายปริญญา หรือเอก เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายยิ่งชีพ หรือเป๋า อัชฌาชานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 นายนรเศรษฐ์ หรือรอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 4 นายพงษ์ศักดิ์ หรือเม้ง จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ 5 และนางสาวลัดดาวัลย์ หรือจอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ 6
โดยกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 และ 343 รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) (2) และ (5) ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 และ 91
ดร.ณัฐวุฒิ ซึ่งเป็นประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือ MD บริษัท AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือ AG ระบุว่า พยานหลักฐานสำคัญในคดี คือ ใบเสร็จและหลักฐานการโอนเงิน รวมถึงหลักฐานการชักชวนระดมทุน ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียดหมายเลขบัญชีและยอดเงินที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ “ข่าวเด่นเย็นนี้” ทางไทยทีวีสีช่อง 3 HD โดยยอมรับว่าไม่ได้ขออนุญาตรับบริจาค
ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ได้ให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งสองคดีต่อพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว และเห็นว่าพยานหลักฐานมีเพียงพอที่จะยื่นคำร้องต่อศาลในเขตอำนาจ คือ ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 คน โดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1) ซึ่งบัญญัติว่า เหตุที่จะออกหมายจับได้ เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี
ดร.ณัฐวุฒิยังมีหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 12 (1) และ (3) รวมถึง สน.ทองหล่อ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบคดี ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยยื่นคำร้องต่อศาลในเขตอำนาจเพื่อขอหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 คน
เหตุผลที่ระบุในหนังสือ ได้แก่ ผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน คดีมีอัตราโทษสูง และเป็นผู้ต้องหากลุ่มเดียวกับนายเพนกวิน ซึ่งผู้ร้องระบุว่าเคยหลบหนีออกช่องทางธรรมชาติและหลบหนีหมายศาลไปต่างประเทศ พร้อมกันนี้ ดร.ณัฐวุฒิ ในฐานะผู้เสียหาย ยังขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาด้วย
สำหรับข้อกล่าวหาที่ผู้ร้องระบุว่าเข้าข่ายเหตุออกหมายจับ ประกอบด้วยข้อหาแรก ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งผู้ร้องระบุว่าเป็นความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดเกิน 3 ปี จึงเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1)
ข้อหาที่สอง โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อชักชวนประชาชนในการระดมทุน อันผู้ร้องกล่าวหาว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน และเป็นความผิดมูลฐานของการฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) (2) และ (5) มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อหาที่สาม ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยผู้ร้องระบุว่า ตามมาตรา 60 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดเกิน 3 ปี และเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1)
ดร.ณัฐวุฒิระบุเพิ่มเติมว่า คำว่า “เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา” ในกรณีนี้ ตนมีพยานหลักฐานสำคัญและได้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนครบถ้วนแล้ว รวมทั้งได้ให้การในฐานะผู้กล่าวหาเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง มีทั้งใบเสร็จการโอนเงิน ยอดเงินบริจาค และคลิปสัมภาษณ์ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ซึ่งยอมรับด้วยตนเองว่าไม่ได้ขออนุญาตรับบริจาคนอกจากนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ร้องกล่าวหาว่า นายสมชัยกับพวกดำเนินการระดมทุนและรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 และระบุว่าเป็นการระดมทุนเพื่อรับบริจาคโดยหลอกลวงประชาชน เพื่อนำเงินไปต่อสู้คดีกับ กกต. และใช้เงินที่ได้มาต่อสู้กับอำนาจรัฐ
ผู้ร้องยังกล่าวหาว่า ลักษณะการกระทำเป็นอาชญากรรมที่กระทำเป็นขบวนการ โดยปรากฏตามภาพข่าวและสื่อต่าง ๆ ว่า นายสมชัยและนายยิ่งชีพมีการกระทำผิดในหลายท้องที่ และมีผู้เสียหายทั่วประเทศ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่ากระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อรัฐบาลและประเทศไทย
ทั้งยังระบุว่า นายสมชัยมีการโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับยอดเงินที่ได้รับ และมีประชาชนบริจาคไม่น้อยกว่า 2,000 กรรมต่อครั้ง รวมถึงตัว ดร.ณัฐวุฒิ ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ถูกหลอกและเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ โดยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ
ผู้ร้องยังกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน และมีการนัดพบกันภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประชุมและแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมุ่งหมายหลอกลวงประชาชนและทำลายรัฐบาล รวมถึงนำเงินที่ได้รับบริจาคมาสวมสิทธิ์กับเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ซึ่งผู้ร้องกล่าวหาว่าเป็นการปิดบังอำพรางทรัพย์สินและมีลักษณะเป็นกลุ่มอาชญากรรมที่ไม่เปิดเผยตัวตน
นอกจากนี้ ผู้ร้องกล่าวหาว่า การกระทำดังกล่าวมุ่งทำลาย กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยนายสมชัย ผู้ต้องหาที่ 1 และนายยิ่งชีพ ผู้ต้องหาที่ 3 มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 2 และผู้ต้องหาที่ 4 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันวางแผนและจัดหาทนายความเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐ
ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 ถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งและหน้าที่ราชการ และอาศัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ฟอกตัว ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 2 ผู้ต้องหาที่ 5 และผู้ต้องหาที่ 6 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันเปิดบัญชี เพื่อแบ่งหน้าที่กันทำ
ผู้ร้องระบุว่า เมื่อผู้ต้องหาที่ 1 ทำธุรกรรมทางการเงินและเปิดบัญชีแล้ว ได้นำข้อมูลไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน-ศรีสุทธิยากร” ซึ่งผู้ร้องกล่าวหาว่าเป็นการทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ เพื่อชักชวนประชาชนระดมทุน อันผู้ร้องกล่าวหาว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน
สำหรับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 ผู้ร้องระบุว่า ถูกดำเนินคดีอาญาในหลายท้องที่ ได้แก่ สน.ทองหล่อ 2 คดี สน.ทุ่งสองห้อง 2 คดี และ สน.บางโพ 2 คดี รวมถึงอาจมีการดำเนินคดีในอีกหลายท้องที่ผู้ร้องจึงเกรงว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อาจหลบหนีออกช่องทางธรรมชาติไปต่างประเทศ ทำให้ยากต่อการติดตามตัวมาดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังระบุว่า กลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 6 คน และเครือข่ายที่หลบหนีไปต่างประเทศ เป็นกลุ่มเดียวกัน มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และอาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อประเทศไทย การลงทุน และเศรษฐกิจโดยรวม
ท้ายหนังสือ ดร.ณัฐวุฒิอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16, 18 และ 66 (1) ขอให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร ดำเนินการให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอออกหมายจับนายสมชัยหรือชัย ศรีสุทธิยากร นายปริญญาหรือเอก เทวานฤมิตรกุล นายยิ่งชีพหรือเป๋า อัชฌาชานนท์ นายนรเศรษฐ์หรือรอน นาหนองตูม นายพงษ์ศักดิ์หรือเม้ง จันทร์อ่อน และนางสาวลัดดาวัลย์หรือจอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์
เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมยืนยันในฐานะผู้เสียหายว่า ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากผู้ร้องกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดหลายกรรม สูงถึง 2,000 ครั้งต่อกรรม มีมูลค่าความเสียหายสูง คดีมีอัตราโทษสูง และเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน รวมถึงเกรงว่าจะหลบหนี

“วันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลบางโพ ตนเอง และบริษัทในเครือ AG จำนวน 40 แห่ง ในฐานะผู้กล่าวโทษ จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี ที่ สน.บางโพ แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการและติดตามเรื่องดังกล่าวในฐานะผู้กล่าวโทษ” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

