19 ปี คปภ.
ใครไม่รู้จัก ”คปภ.” บ้าง
หลายปีก่อนคงยกมือกันพรึบ!
แต่นาทีนี้คง…หรอมแหรม

ยิ่งเดือนนี้ “กันยายน” สำนักงานคปภ.หรือชื่อที่เรียกกันเป็นทางการว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ให้ชาวบ้านชาวช่องคงรับรู้กันสนั่นเมือง เพราะมีกิจกรรมมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร (Prime Minister’s Insurance Awards) ซึ่งจัดขึ้นทุกๆปีในโอกาสที่สำนักงาน คปภ.ครบรอบการดำเนินงาน ทั้งนี้เพื่อเชิดชูเกียรติบริษัทประกันภัยและบุคคลที่มีผลงานยอดเยี่ยม
ส่วนใครได้รับรางวัลอะไร ป่านนี้ผู้รับรางวัลนำไปโฆษณาบอกกล่าวกันลั่นทุ่งยาวนานรู้กันทั้งเมืองดังที่ว่านั้นแล
ส่วนเรื่องติฉินนิทนาวิพาก์วิจารณ์ ก็มีบ้างตามประสาอารมณ์ริษยา
เงื่อนไขของผู้ที่ได้รับรางวัล ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ รับรู้เพียง 2 สาระสำคัญก็พอ จะต้องไม่เป็นบริษัทที่โดนลงโทษื”ประวิงค่าสินไหม” และต้องมีเงินกองทุนไม่ต่ำกว่ากฎหมาย บริษัทไหนโดน 2 ข้อหานี้ ตกกระป๋องตั้งแต่รอบคัดเลือก
ประเด็นฐานะเงินกองทุน คนในแวดวงไม่มีใครเถียง แต่ประเด็น ”ประวิงสินไหม” กรอกตากรุบกริบปากมุมมิบ
เพราะการประวิงสินไหม ไม่ใช่การปฎิเสธการจ่าย แต่เป็นข้อขัดแย้งว่าจ่ายหรือไม่จ่ายหรือจ่ายแค่ไหน และต้องไปยุติที่ชั้นศาล นั้นก็หมายความว่าบริษัทประกันภัยแค่เถียงกรรมการว่า ”ตรูไม่ผิด” ก็หมดสิทธิรับรางวัล
เถียงคนแจกรางวัลแล้วได้รับรางวัลคงไม่มีในโลก…ฮา!

บรรทัดนี้คงต้องขออนุญาตย้อนตำนานประกันภัยพอสังเขป โดยการควบคุมธุรกิจประกันภัยของประเทศไทยนั้น มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลยุคกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานข้อความปรากฏไว้ในกฏหมาย 3 ดวง
หลังจากนั้นการประกันภัยเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสนธิสัญญาเบาว์ริงในยุครัตนโกสินทร์ เพราะมีการค้าขายกับต่างประเทศกันมากมาย บริษัทประกันภัยต่างประเทศก็ตามมาเกี่ยวพัน ขณะที่คนขายในประเทศก็ต้องสมาคมดูแลกันเอง อาทิ สมาคมประกันภัยจีนแห่งกรุงสยาม
ปรากฏการณ์ร้อยพ่อพันแม่ไร้ขื่อแปไม่ชัดเจนในการควบคุม รัฐบาลไทยในยุคนั้นคงเห็นท่าไม่ดีปล่อยไว้บรรลัยแน่ จึงมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยตรงเรียกว่า กองประกันภัยเมื่อปี 2472 ใครจะทำธุรกิจหรือเปิดบริษัทประกันภัยจึงต้องขออนุญาต
ว่ากันว่าในยุคนั้น บริษัทประกันคนไทยที่ต้องจดทะเบียนตามการควบคุมของกฎหมายเป็นแห่งแรกคือ บริษัท เชียงอานรับประกันอัคคีภัยและอุทกภัยจำกัด ซึ่งในปัจจุบันคือบริษัทไทยไพบูลย์ประกันภัย บริษัทในเครือของไทยประกันชีวิต และบริษัทไทยประกันชีวิตก็ถือเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของประเทศไทยเช่นเดียวกัน
ตั้งแต่จัดตั้งกองประกันภัยเมื่อปี 2472 หน่วยงานนี้ก็ยุบหนอพองหนออยู่ระยะหนึ่ง และเริ่มลงหลักปักฐานแน่นหนาในปี 2515 เมื่อถูกขยับให้เป็นสำนักงานประกันภัย โดยมีคุณชูเกียรติ ประมูลผล เป็นผู้อำนวยการคนแรก หลังจากนั้นในปี2522 ขยับฐานะขึ้นเทียบเท่าระดับกรม และปี 2533 ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรมการประกันภัยอย่างเป็นทางการ โดยมีคุณสนิท วรปัญญา เป็นอธิบดีกรมการประกันภัย
และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผู้เขียนได้เริ่มเข้าไปคลุกคลีหน่วยงานนี้ และเริ่มสิงสถิตย์เสมือนเป็นคนในคนหนึ่ง นับแต่ยุคของคุณบรรพต หงษ์ทอง เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตามเหตุที่ทำให้กรมการประกันภัยเริ่มเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ นั้นก็คือเหตุการณ์รถแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี อันเป็นที่มาของการกำหนด “ประกัน พ.ร.บ.”
กรมการประกันภัยมาถึงยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพ่อเจ้าประคุณไอเอ็มเอฟเริ่มเข้ามาก้าวก่ายล้วงลูกระบบการเงินไทย อันเป็นผลมาจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ประกอบข้อตกลงที่ไทยไว้กับองค์การค้าโลก
หลายหน่วยงานที่กำกับดูแลการเงินของประเทศ ถูกบังคับให้ยกระดับเป็นหน่วยงานอิสระให้มีมาตรฐานระดับโลก
กรมการประกันภัยก็ต้องเดินตามมาตรฐานของ สมาคมผู้กำกับการประกันภัยนานาชาติ (IAIS) จนวันที่ 1 กันยาน 2550 กรมการประกันภัยได้กลายเป็น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) โดยมีคุณจันทรา บูรณฤกษ์ แปลสภาพจากอธิบดีกรมการประกันภัยมาเป็น เลขาธิการสำนักงานคปภ.
นินทากันว่า ปัญหาใหญ่สุดของการแปรสภาพองค์กรคือปัญหาบุคคลากร ถ้าไม่มีจันทรา ปัญหานี้ไม่จบ มีแต่สำนักงานไม่มีคนทำงาน เพราะไม่มีใครอยากลาออกจากราชการที่มั่นคง มาสุ่มเสี่ยงกับเป็นพนักงานของรัฐที่ยังไม่ชัดเจนในชีวิตเกษียณ
แต่ด้วยยุทธการ “ขิงแก่ ขิงกลาง ขิงอ่อน” บรรดาหัวๆ ระดับซีสูงๆที่เป็นกลุ่มขิงแก่ เริ่มชัดเจนในความมั่นคงทางรายได้…คุ้มๆจริงๆ
ขิงกลางก็เริ่มขยับตาม อัตราการทำงานเริ่มเต็ม ส่วนขิงอ่อนกลุ่มซีเล็กๆ ถ้าไม่มา อัตราไหนว่างก็เปิดรับ จึงเป็นหน่วยงานที่ถูกแปรสภาพแต่สามารถปฎิบัติงานได้ทันทีไม่มีสะดุด และมีประสิทธิภาพซะด้วย ส่งไม้ต่อจากรุ่นสู่รุนมาจถึงทุกวันนี้
ทศวรรษที่ 2 ของสำนักงาน คปภ.จะเป็นอย่างไร นับเป็นเรื่องน่าสนใจยิ่งนัก เพราะต้องไม่ลืมว่าปีหน้า มูลค่าของตลาดประกันภัยจะทะลุ 1 ล้านล้านบาทแน่นอน ประกอบกับเป็นเทอมสุดท้ายที่ยังมีโอกาสต่ออายุเก้าอี้ของเลขาธิการคนปัจจุบันคือคุณชูฉัตร ประมูลผล ที่เน้นความโปร่งใสในการทำงาน จนโปร่งใสตั้งแต่เห็นหน้า ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าก้าวย่างทศวรรษที่ 2 สำนักงาน คปภ.ต้อง….
“คิดให้ชัด พูดให้ชัด ทำให้จริง วัดผลให้ได้” ….รับทราบกันตามนี้ครับผม!


