ประกันภัยร้านอาหาร
ถึงเวลา…ภาคบังคับ!

ต้องขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ จากกรณีเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อคืนวันที่ 12 กรกฏาคม ที่ผ่านมา
แม้จะเรื่องอุบัติเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่อย่าลืมมันเป็นเหตุเกิดที่ซ้ำซากในสาเหตุเดียวกันทำให้คนตายหมู่มาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน
แล้วเรายังต้องมาถอดบทเรียนกันอีกหรือ
นาทีนี้มันต้องมีคนติดคุก !
คนติดคุกไม่ใช่เจ้าของร้าน แต่ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแล คุณปล่อยปละละเลยกันอย่างไร จนทำให้เหตุอย่างนี้เกิดซ้ำซาก
ทุกวันนี้ทำหน้าที่แค่ตรวจสอบอนุมัติให้ก่อสร้างให้ถูกต้องตามกฏหมายเท่านั้นหรือ ต่อเมื่อเริ่มมีการประกอบการ ทำไมไม่มีการตรวจทานอยู่ตลอดเวลา ว่ามีการดัดแปลงเพิ่มเติมหรือปฎิบัติไปตามระเบียบกฏกติกาความปลอดภัย
กฎหมายให้อำนาจตรวจทานแต่ไม่ทำ เพราะขี้เกียจทำหรือทำแล้ว แต่มองไม่เห็นเพราะม่านเงินมันบังตา
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นเหล่านี้กระทุ้งส่งเสียงเตือนกันเยอะ แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงหรือวิพากษ์กันแค่ ทำไมไม่คุ้มครองผู้เสียชีวิต
กรณีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวมีการซื้อประกันภัยไว้ แต่ต้องสะกิดให้ฉุกคิดกันว่า เหตุที่ต้องซื้อเพราะสถาบันที่ให้กู้มาสร้างร้านบังคับให้ซื้อ หรือซื้อเพราะตระหนักในความเสี่ยงภัย จึงซื้อประกันภัยเอาไว้ในราคาประหยัด
แบบว่าคิดถึงความเสียหายของตรูคนเดียวไม่เกี่ยวกับลูกค้า
ถึงบรรทัดนี้ตะหงิดๆ กับโครงการ “ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” ของสำนักงาน คปภ. ตีฆ้องร้องป่าวมากันตั้งแต่ปีที่แล้ว แถมปีนี้แห่แหนไปจัดพิธีเปิดตัวกันทุกภาคของประเทศไทย
แต่ทำไมเจ้าของโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวไม่ซื้อ จะเบี้ยแพงก็ไม่ใช่ จ่ายแค่หลักพันคุ้มครองครอบคลุม….เด็กเสิร์ฟทำแก้วหล่นใส่เท้าลูกค้า ยันทานอาหารแล้วท้องเสียประกันยังต้องจ่าย นัยว่าวงเงินสินไหมที่จะชดเชยให้ลูกค้าหรือภาษาประกันภัยเรียกว่าคุ้มครองบุคคลภายนอก มีวงเงินสินไหมถึง 1-5 แสนบาท
โครงการดีๆ ลูกค้าได้ประโยชน์อย่างนี้ ผมว่าไม่ควรให้อยู่ในสภาพ ”เครื่องมือสร้างภาพ” ว่ามีประกันภัยแล้วอุ่นใจ หรือกลยุทธสร้างแรงจูงใจให้ซื้อประกันภัย ด้วยการมอบตราสัญลักษณ์ เหมือนตรามิชลินว่ามาทานอาหารร้านนี้เกิดภัยไม่มีปัญหาประกันภัยคุ้มครองมันต้องยกระดับให้เป็น “ประกันภัยภาคบังคับ” ที่ร้านอาหาร ผับ บาร์ คาราโอเกะ ต้องถูกบังคับซื้อ ทุกๆ ปี
แต่กระนั้นการยกระดับเป็นประกันภัยภาคบังคับ มันนอกเหนืออำนาจของสำนักงาน คปภ. มันต้องถึงมือรัฐบาล โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาเสียเวลาปาดน้ำตาร้องให้ ไม่ต้องสั่งการให้มีการถอดบทเรียนหรือตั้งคณะทำงานประชุมหารือป้องกันไม่ต้องให้เกิดขึ้นอีก
เพียงแค่ท่านนายกหนู ยกระดับโครงการร้านอาหารอุ่นใจ ประกันภัยคุ้มครอง ให้เป็นการประกันภัยภาคบังคับ ละม้ายคล้ายคลึงกับรถยนต์ทุกคันต้องมี “ประกันภัยพ.ร.บ.” อะไรทำนองนั้น
เฮ้อ! แผนกู้เงินเกินเพดาน 4-5 แสนล้าน บาท ยังคิดช่องทางซิกแซกกฏหมายให้มีอำนาจกู้ได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วทำไมจะคิดซิกแซกหาทางลัดกฏหมาย เพื่อออกบังคับให้ร้านอาหารทุกร้านต้องมีประกันภัยคุ้มครองลูกค้าไม่ได้เชียวหรือ
หรือชอบสร้างภาพเป็นนายกขี้แย ใช้น้ำตาแก้ปัญหาความตายของชาวบ้าน!




