รู้ไว้ใช่ว่า เรื่อง…องค์กรสื่อ…
” คุยไปเรื่อย กับ น้าเข้ ”

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานครบรอบ 29 ปีสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในฐานะที่เคยมีส่วนร่วมการทำงาน ตั้งแต่ก่อการยันเข้าไปเป็นกรรมการหลายยุคหลายสมัย ณ ปัจจุบันก็ยังเป็นที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์
จึงถือโอกาสนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่างั้นเถอะ!
ไฮไลท์ของงานอยู่ที่ ปาฐกถาพิเศษของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งว่าด้วยเรื่อง“โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”
ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น ขออนุญาตไม่ลงลึกเพราะเป็นประเด็นร้อนประเด็นใหญ่ที่สารพัดสื่อนำไปเผยแพร่ให้คนในสังคมได้รับรู้กันแล้ว และเชื่อว่าในแวดวงนักธุรกิจรู้แล้วคงนอนไม่หลับ
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ขุนคลังท่านนี้บอกว่า…เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเกินดุลมาโดยตลอด
ตำราเศรษฐศาสตร์สอนว่า ถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินมันจะอ่อนลง นั้นคือเหตุผลที่นักธุรกิจฟังแล้วนอนไม่หลับ เพราะถ้าหลับกลัวฝันเห็นวิฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 40 ค่าเงินบาทอ่อน เจ๊งกันทั้งประเทศ
ผู้เขียนเองก็จนมาตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้
“รวยไม่ไหวแล้ว” คำพูดใครหว่า เพ้อเจ้อจริงๆ
เอาเถอะ! เลือกมาแล้วก็ทนๆ กันไป ทนไม่ไหวใครนัดชวนลงถนน…ไปทันที!
วกกลับมาประเด็นที่จั่วหัวไว้ดีกว่า ในวันงานคอบรอบ 29 ปีได้มีโอกาสสนทนาหลายๆ ท่าน แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่มักจะโดนถามไถ่บ่อยครั้งว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติกับสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ต่างกันตรงไหน
เว้ากันง่ายๆ…สภาการสื่อฯ ทำหน้าที่ กำกับดูแลจรรรยาบรรณวิชาชีพ ส่วนสมาพันธ์สื่อฯ ทำหน้าที่ ประสานงานกิจการสานสัมพันธ์กับสื่อต่างประเทศ และเป็นแกนกลางในการทำงานให้คำปรึกษากับสมาคมวิชาชีพอื่นๆ เพราะสมาพันธ์ฯ นั้นเกิดจากการรวมตัวของ 12 สมาคมคนข่าว
ว่ากันให้กระจ่างขึ้นอีก คงต้องย้อนรอยไปในอดีต ในอดีตสมาคมสื่อมีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน เก่าแก่สุดคือสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สิริอายุก่อตั้งน่าจะ 85 ปี โดยมีที่ทำการอยู่ที่แยกการเรือน ดุสิต ถัดมาคือสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย อายุน่าจะ 76 ปี มีที่ทำการอยู่ริมถนนราชดำเนิน และสมาคมที่ 3 คือสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก่อตั่งเมื่อปี2508 มีที่ทำการอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลวิชระ ซึ่งต่อมาภายหลังสมาคมนักหนังสือพิมพ์ได้ยุบควบรวมกับสมาคมนักข่าวเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2543 ล่าสุดจะมีที่ทำการใหม่ไฉไลกว่าเดิม ในที่ตั้งของที่ทำการเดิมหน้าโรงพยาบาลวิชระ
สรุปได้ว่าสมาคมสื่อในยุคนั้น แยกชัดเจนอันไหนเป็นการรวมตัวของลูกจ้างคือนักข่าวกับบรรณาธิการ และอันไหนคือสมาคมของนายจ้าง ซี่งหมายถึงนายทุนเจ้าของหนังสือพิมพ์
มีคำว่า”นักหนังสือพิมพ์” กับ”หนังสือพิมพ์” ให้สับสนกันนั้นแล
หลังจากนั้นก็มีสมาคมสื่อแบบเฉพาะกลุ่มขึ้นกันมากมายจากสิบจนเกือบร้อย ยุคแรกๆ ก็มีสมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรม สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิง สมาคมผู้สื่อข่าวเศษฐกิจ สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬา ฯลฯ แต่ละสมาคมกว่าครึ่งทศวรรษทั้งนั้น
โดยเฉพาะสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ผู้เขียนคลุกคลีตีโมงมาตั้งแต่ต้น เอาไว้ จะมาลงละเอียดให้ฟัง
ในบรรดาสมาคมเหล่านี้ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน จนได้รับการยอมรับจากสังคม และจำได้ว่าผู้อาวุโสในวงการสื่อที่ทุกคนให้ความนับถือคือคุณบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ จาก นสพ.บางกอกโพสต์ ดำริว่าสมาคมสื่อน่าจะมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้คำปรึกษาซึ่งกันและกัน และเพื่อให้มีองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับองค์กรวิชาชีพสื่อในต่างประเทศ จึงได้มีการจัดตั้งสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยขึ้นมา น่าจะ 46 ปีมาแล้ว
จำได้เช่นกันว่าเมื่อปี 2566 ผู้เขียนได้ไปร่วมงานครบรอบ 43 ปีของสมาพันธ์ ซึ่งในปีนั้นทาง 12 ภาคสมาชิกคือสมาคมสื่อต่างๆได้มีฉันทามติให้เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย”
12 ภาคีที่ว่าประกอบไปด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย, สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนแห่งประทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ, สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ลิตข่าวออนไลน์ และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย
และสมาพันธ์ฯ นี้เองคือต้นกำเนิดของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
เป็นการกำเนิดเพื่อตัดหน้าภาครัฐที่จะใช้รัฐธรรมนูญปี 40 มาควบคุมการทำงานของสื่อ บรรดาสื่อจึงได้รวมตัวกัน โดยมีสมาพันธ์ฯ เป็นแกนกลาง ยกร่างธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มาควบคุมกันเอง
ผ่านมา 29 ปี เราควบคุมกันได้จริงหรือ ยิ่งบริบทสื่อได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นี้คือความท้าทายที่คนในองค์กรวิชาชีพ กำลังปรับกระบวนทัศน์รับมือ
“เฮเลน โทมัส” นักข่าวคนดังของอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่า .…ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือ คิดว่าตัวเองเป็นช่างภาพ ทุกคนที่มีแล็ปท็อปคิดว่าตัวเองเป็นนักข่าว แต่พวกเขาไม่มีการฝึกฝน และพวกเขาไม่รู้ว่า เรายึดถือมาตรฐานอะไรบ้าง เช่น อะไรคือสิ่งที่เกินจริงและอะไรคือความเป็นจริง และพวกเขาไม่มีความมุ่งมั่นต่อความจริง….



